| Mr.CFC's profileChina Fan ClubPhotosBlogLists | Help |
China Fan ClubCFC - China Fan Club |
|||||
|
February 01 เฉิงตู วันสุดท้ายChengdu - Day 4
31 ธันวาคม ไม่พูดถึงเมื่อวานละ ขี้เกียจพิมพ์ มาเริ่มกันกับวันสุดท้ายเลยดีกว่า จะว่าไปปีนี้ผ่านไปเร็วมากแปร๊ปเดียววันที่ 31 ละ มานั่งคิดๆดูปีนี้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับตัวเองมั่งนับตั้งแต่ต้นปีเป็น
ต้นมา ก็มีเปลี่ยนงานได้ upgrade เงินเดือนมา 2 เท่ากว่าๆ ตามด้วยแต่งบ้าน แต่งงาน แล้วก็มาสมัครเรียน MBA ที่จุฬา เปิดโรงเรียน Triple E Academy อะไรอีกหละ ที่เด็ดๆก็มีแค่นี้ เป็นอันว่าปี 2007 เป็นปีที่ใช้ได้พอสมควร ปี 2008 ต้องให้ได้ดีกว่านี้นะคร๊าบบ
มาเรื่องเที่ยวกันต่อดีกว่า เมื่อคืนเฮียตงนัดเอาไว้ว่าตอนเช้าเจอกัน 7-8-9 แต่เพราะว่าเมื่อคืนกลับดึก ทั้งพี่หน่อยทั้งผม pack กระเป๋ากันไม่ทันเลยเลื่อนเป็น 8-9-10 ค่อยยังชั่วหน่อย
ตารางวันนี้ที่แรกที่แวะไปก็แถวๆโชว์หน้ากาก ด้านข้างจะมีศาลที่คนไทยเรียกว่าศาลขงเบ้ง แต่จริงๆแล้วมีชื่อว่า Wuhou Shrine ที่เฮียตงแปลตรงๆตัวว่า ศาลบู๊และบุ๋น ครับ แต่เพื่อให้เรียก
ง่ายเข้าไว้คนไทยเลยตั้งชื่อกันเอาเองว่าศาลขงเบ้ง เพราะเมื่อเข้าไปแล้วจะเจอรูปปั้นขงเบ้งก่อน ศาลขงเบ้งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 233 มีเนื้อที่ประมาณ 140,000 ตารางเมตร (โอว กว้างจัง) ในศาลแห่งนี้มีตั้งแต่ หลุมฝังศพของเล่าปี่ ศาลขงเบ้ง และรูปปั้นกวนอู เตียวหุย จากสามก๊ก โดยตัวพิพิทธภัณฑ์นั้นสร้างมาเมื่อปี 1984 เพื่อเก็บรักษาวัตถุโบราณต่างๆ ซึ่งโดยรวมแล้วศาลแห่งนี้เปิดทำการมาแล้วประมาณ 1780 ปี ครับพี่น้อง
Wuhou Shrine
เดินเล่นถ่ายรูปกันด้านในกันร่วมชั่วโมง สนุกดี ทั้งยืน post ทั้งกระโดด เล่นเอาพี่หน่อยหอบซะ ภายในศาลนี้ใหญ่จริงๆครับ เดินกันขาลากเลยทีเดียว แต่ชอบที่บรรยากาศภายในเงียบสงบ
บวกกับอ่านหนังสือสามก๊กมาบ้างแล้ว ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ จำได้ว่าทริปที่แล้วที่ไปไคฟงได้ไปศาลเจ้ากวนอูด้วย ซึ่งที่นั่นเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังศีรษะของท่านไว้ (กวนอูถูกลอบสังหารแล้วตัดหัว
ไป ทำให้ส่วนตัวกับหัวถูกฝังกันคนละที่ครับ สงครามก็อย่างนี้หละ ไม่มี happy ending) หลังจากถ่ายรูปเป็นอันสะใจแล้วก็ไปหาอะไรกินกัน ตอนแรกจะไปกินอาหารสมุนไพรตามที่พี่หน่อยแนะนำ แต่พอไปถึงร้านดันมีงานแต่งงานเลยอดซะ ก็เลยตัดสินใจขับรถไปกินที่อื่น ได้ร้านอาหารพื้นเมืองครับ คนอื่นว่าเผ็ด ผมว่าอร่อย (กินง่ายจริงๆแฮะ) แล้วก็แวะซื้อขนมปังร้าน Andersen ซึ่งร้านนี้มีสาขาทั่วจีนครับ หลังจากนั้นก็มีเวลา shopping อีกบานเลย เพราะว่าเครื่องออกตอนเที่ยงคืน กะว่าต้องไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่ม แลยมีเวลา 2-3 ชั่วโมงในการเดิน แต่ว่าเนื่องจากเป็นวันหยุดคนเลยเพียบเลย ต่างกับคืนก่อนๆที่มาคนไม่ค่อยเยอะ เลยเดินลำบากหน่อย ซื้อของก็ลำบาก แต่สุดท้ายก็ได้ผ้าพันคอมาฝากน้องๆกันจนครบ ได้ผ่านร้านConverse ร้านนั้นด้วย เลยถ่ายรูปเสื้อมาแก้เซ็ง พี่หน่อยพาเดินไปร้าน Swensen ครับ ร้านนี้อยู่ในตึกสวยดี ใกล้กับโรงแรม Prime Hotel (แวะไปเข้าห้องน้ำที่โรงแรมก่อนไปกินไอติม)เข้าไปสั่ง ไอติม+Brownie มา Brownie ที่นี่ไม่รู้มันจะใหญ่ไปไหน ก้อนเบ้อเร่อ ถ้าบ้านเราเอามาขายคงตัดได้ 6 ชิ้นครับ ส่วนผมก็ขำๆกินกาแฟครับ นัดเฮียตงไว้หน้า Haagen Dazs ตอน 4 โมง แต่กว่าจะเดินไปถึงก็ 4 โมงครึ่งกว่าๆ เฮียแกยืนรอตัวสั่น (หนาว) ก่อนที่จะไปยืนรอรถตู้มารับ แต่ระหว่างรอแอนกับพี่หน่อยก็แวะเข้าไปร้าน Gift shop (ผมเรียกร้านลิงดูดนิ้ว) หายกันไปร่วมชั่วโมง แล้วก็ได้ตุ๊กตามาคนละตัว น่ารักดีแอนตั้งชื่อว่า Hidy เพราะมันแอบอยู่หลังตัวอื่นเกือบไม่เห็น เป็นตุ๊กตาไดโนเสาร์สีครีมอ่อนๆ (แอนบอกว่าเป็นยีราฟ) พี่หน่อยบอกว่าเจ้าของร้านนี่ก็ใจดีจริงๆ ราคาที่ลดอยู่แล้วพอซื้อก็ยังลดให้อีก ระหว่างรอผมก็ได้โอกาสเขียนการ์ดปีใหม่เตรียมไว้ให้แอนตอนเที่ยงคืน กับได้ถ่ายรูปอีกเพียบ ได้ถ่ายแดดสุดท้ายของปีที่เฉิงตู แล้วก็ได้เห็นพระอาทิตย์ตกวันสิ้นปีที่นี่นี่เอง
อาหารกลางวัน
บรรยากาศรอบๆเมือง
ถุนซีลู่ (อีกครั้ง)
อ้อ! วันนี้มื้อเย็นสั่งลากินฟรีอีกแล้วครับ เพื่อนเฮียตงคนเดิมที่เลี้ยงเมื่อวันแรกเลี้ยงอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นซุปเห็นใส่สมุนไพรจีนครับ (คล้ายๆซุปไก่ดำเมื่อวันก่อน) อร่อยมากกกกครับ (อีก
แล้ว) กินซุปไปเกือบสิบถ้วย ที่ร้านนี้มีคำขวัญด้วย ถ้าแปลเป็นไทยก็จะแปลว่า 'ปั๊มน้ำมันของผู้ชาย ร้านเสริมสวยของผู้หญิง' ก็คือผู้หญิงที่กินแล้วหน้าจะแดงเรื่อๆเหมือนไปเสริมสวยมาเพราะว่าสมุนไพรเค้าดีทำให้เลือดสูบฉีดดีครับ ส่วนของผู้ชายไปคิดกันเอาเอง แต่สรุปแล้วเป็นมื้อที่เด็ดสุดในทริปนี้ ให้ 10 เต็ม ผมก็กินเนื้อไป 2 จาน เบาะๆ (ถ้าเทียบกับที่ไปกินที่ Central World ที่กินไป 5 จานใหญ่) หลังจากมื้อค่ำก็ไปที่คาร์ฟู หาซื้อขนมมาฝากที่บ้านครับ
มื้อสุดท้ายของปี 2007
4 ทุ่มนิดๆก็ถึงสนามบิน pack กระเป๋ากันใหม่ก่อนจะไปยืนรอ check in กว่าพวก ตม.จะมาก็ต้องห้าทุ่มกว่าๆ ดีนะที่เฮียตงบอกให้ไปยืนรอแถวไว้ก่อน ไม่งั้นถ้ารอพวกกรุ๊ปทัวร์มาต้องไป
ต่อพวกนั้นอีกนาน พวกนี้ก็จริงๆเล้ยกลัวไม่ได้กลับประเทศกันรึไง (คนไทยทั้งนั้น) เบียดกันเองแย่งกันเองก็เอา กรูจะบ้าตาย พอ check in เสร็จแล้วก็มานั่งรอขึ้นเครื่องครับ ตามฟอร์มพอ
gate เปิดก็รีบแย่งกันจะขึ้นเครื่อง (จะบ้ารึไง) พวกผมขำๆรอก่อน แต่ผมก็เอะใจว่าจะมีที่วางกระเป๋าเรอะ ขากลับพวกนี้ขนของมาเพียบ ต้องเอาไปวางช่องอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองแน่ๆ และแล้วก็เป็นอย่างที่คิด ช่องเก็บของของพวกผมมีคนเอากระเป๋ามาวางเรียบร้อยแล้ว (เลวจริงๆ)
23:45 เครื่องก็ take off เห็นหน้าพวกแอร์ที่ทำหน้าเซ็งๆไม่ยิ้มแย้ม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงงงว่าเป็นอะไรกัน แต่ตอนนี้เข้าใจครับ เพราะว่าเหนื่อยด้วยแถมต้องมาบินวันปีใหม่อีก ก็เลยไม่รบกวนไรมาก ขึ้นปุ๊ปแอนหลับปั๊ป ผมก็นั่งคุยกับพี่หน่อยไปเรื่อยจนเครื่องเกือบลง คราวนี้ได้ happy new year 2 หน ตามเวลาที่เฉิงตูครั้งนึง แล้วก็ของไทยครั้งนึง แปลกดี หลังจากที่เคยแปลกที่สุดคือเมื่อ 2-3 ปีก่อน happy new year บนรถเมล์ที่ฮ่องกง
ปิดท้ายด้วยรูปนี้ครับ Happy New Year 2008 ครับทุกท่าน
Mr.O เฉิงตู วันที่สามChengdu - Day3
วันที่ 30 ธันวาคม... ความเดิมจากเมื่อวาน.......
ไหว้พระใหญ่ shoppingที่ถุนซีลู่ แล้วก็มื้อเย็น hiso ด้วยสุกี้ไก่ดำที่แสนจะอร่อยและดีต่อสุขภาพ วันนี้เริ่มกันเร็วหน่อย 7-8-9 เพราะว่าต้องนั่งรถไปนอกเมือง สถานที่แรกคือเขื่อนตูเจี่ยงเยี้ยน (Dujiangyan) วันนี้ไม่กลัวหนาวครับเพราะว่ามีถุงมือแล้ว แต่ปรากฎว่ามันไม่ค่อยจะช่วยอะไรซักเท่าไหร่ อ้อ ลืมไปเลยนะเนี่ยผมได้เสื้อกันหนาวมาใหม่ 1 ตัวจากการ shopping ที่ถุนซีลู่เมื่อวานนี้ หนาเตอะเรียกว่าชุดหมีแพนด้า No.2 ได้เลย เพราะว่าชุดหมีแพนด้า No.1 ไม่ได้พกไปคราวนี้ ได้เจ้าตัวนี้เข้าช่วยก็เลยอุ่นสบายกายสบายใจ แต่มือยังเย็นอยู่ ไอ้การใส่ถุงมือเนี่ยทำให้การถ่ายรูปลำบากขึ้นไปอีกนิด ก็เลยเอาออกซะ (รำคาญ) ระหว่างทางเดินไปเขื่อนก็จะมีภาพวาดประกอบว่าจากอดีตจนถึงปัจจุบันการพัฒนาของเขื่อนแห่งนี้เป็นอย่างไร บวกกับคำอธิบายของเฮียตงก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนจีนสมัยก่อนนี่เก่งจริงๆ สร้างได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นฉางเฉิง(กำแพงเมืองจีน) วังต้องห้าม เขื่อนตูเจี่ยงเยี้ยน แล้วก็อีกสารพัด ยกเว้นห้องส้วม อันนี้ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันทำให้มันดีๆหน่อยไม่น่าจะยาก แต่จะว่าไปห้องน้ำในตัวเมืองเฉิงตูเนี่ยสะอาดใช้ได้เลยครับ อย่างเช่นตอนที่ไปดูหมีแพนด้า ห้องน้ำสะอาดมากจนน่าตกใจ ในร้านอาหารก็สะอาดในเกณฑ์ดีทีเดียว แต่ตามระหว่างทางนอกเมืองเนี่ยก็คงเหมือนทั่วๆไปที่พบเห็นกันจนชินตาชินจมูก
เขื่อนตูเจี่ยงเยี้ยน
กลับมาเรื่องเขื่อนดีกว่า เลยไปซะไกล.... สะพานข้ามเขื่อนที่นี่จะเป็นสะพานเชือกครับ โยกไปโยกมาได้ถ้าเดินไม่ดี บางคนก็พยายามช่วยโยกสะพานให้แกว่ง ไม่รู้จะโยกทำไมเพราะพอมันโยกเสร็จมันก็เดินต่อ ไอ้คนที่ตามมาก็ส่ายไปส่ายมาเสียวจะตาย ลมก็แรงหนาวก็หนาว สะพานยังโยกอีก โอยได้ใจครับคราวนี้ พอข้ามสะพานเสร็จก็มีสถานที่ให้ถ่ายรูปมากมาย ที่เมืองจีนนี่ถ่ายมุมไหนก็สวย เป็นธรรมชาติไปหมด... พอเดินกันเสร็จแล้วก็ไปทานอาหารกลางวันกัน ตอนนี้ได้เจอแดดเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน คนจีนก็ออกมาตากแดดกันเป็นจำนวนมาก เค้าว่ากันว่าถ้ามาเฉิงตูเนี่ยแล้วได้เห็นของ 3 อย่างจะโชคดี ก็มี แสงแดด ผู้หญิงท้อง แล้วก็หมา ก็เป็นอันว่าได้เห็นหมดเลย แต่เฮียตงบอกถ้าเห็น ผู้หญิงท้องขี่จักรยานอุ้มหมา ด้วยแล้วจะยิ่งโชคดีเข้าไปใหญ่ ผมว่าอันนี้คงยากอะคับพี่ ... อาหารกลางวันวันนี้ก็กินแถวๆนั้นเอง ไม่ได้ออกไปไกล เป็นร้านอาหารริมน้ำครับ แต่มื้อนี้ธรรมดาก็กินได้ (สำหรับผม)
อาหารกลางวัน
หลังอาหารกลางวันก็ออกเดินทางกันไปที่ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng) ที่นี่ได้เป็นมรดกโลกด้วยครับ (The World Heritage) ที่นี่เขาบอกว่าเป็นแหล่งกำเนิดของลัทธิเต๋าครับ (The Birthplace of Taoism) รายละเอียดจากตั๋วเข้าชมเค้าเขียนไว้ว่า ...
"Welcome to Mt.Qingcheng, a scenic spot listed in Directory of World Cultural Heritage, national key landscape as well as "Taoism Holy Land". Mt. Qingcheng has a highest altitude of 2434 m and lowest 736 m, with average temperature 15.2 C....." จริงๆมีอีกครับเพราะขี้เกียจเขียน (เขียนยาวไปก็ขี้เกียจอ่าน) การเดินทางก็ต้องนั่งเรือข้ามไปไม่ไกลมากครับ แต่ที่ลำบากสังขารก็คือต้องเดินขึ้นเขากันเป็นระยะที่ไกลพอดูอยู่ เนื่องจากสูงและหนาวหายใจเลยไม่ค่อยทัน นี่ขนาดไปเข้า course cycling ที่ True fitness มาสามอาทิตย์ติดนะเนี่ย ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนคงแย่แน่ๆ พอขึ้นไปถึงด้านบนก็ต้องนั่งกระเช้าแบบห้อยขาไปส่วนบนสุดของภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดครับ ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ขาลงเนี่ยสิเสียวมากกก แต่วิวข้างบนสวยครับหนาวๆเงียบๆ(ยกเว้นตอนพวกกรุ๊ปทัวร์จากจีนมาถึง) ดูขลังๆดี ตอนเดินไปถึงหน้าวัดต้องขึ้นบันไดที่ค่อนข้างสูงแล้ชัน กว่าจะไปถึงเล่นเอาเหงื่อออกเลย ก็เลยต้องถอดชุดหมีออก แต่พอถอดออกลมพัดวูบโดนเหงื่อก็กลายเป็นเย็นเจี๊ยบแทบจะใส่เสื้อกลับไม่ทัน คนอื่นคงมองแล้วคิดว่าไอ้บ้านี่ทำไรฟะเด๋วใส่เด๋วถอด แล้วตอนนี้ก็ได้เวลาเปลี่ยนเลนส์เป็น 75-300 ชอบครับถ่าย portrait เนี่ยออกมาได้อารมณ์ดีแท้ แม้นว่าจะเบลอๆไปบ้าง ถ่ายกันมันส์ครับคราวนี้ อยู่ข้างบนจนเกือบ 5 โมงเย็น เต็มอิ่มครับทริปนี้ ถ้ามากะทัวร์คงอดทำอะไรแบบนี้แน่นอน
ภูเขาชิงเฉิง
อาหารเย็นวันนี้ต้องพึ่งพาตัวเองครับ (ไม่มีใครเลี้ยง) ก็เลยไปที่ถงซีลู่ (อีกแล้ว) กินอาหารที่ Food Court ครับ อร่อยมากกกกกกกกกกกก จิงๆ เป็นอาหาร local แท้ๆ เน้นเผ็ดร้อนเป็นหลักตามสไตล์เสฉวน ผมสั่งบะหมี่น้ำ พอยกมาก็ต้องตะลึงเพราะว่าน้ำซุปเหมือนเอาน้ำพริกเผามาทำ สีแดงเข้มเลยทีเดียว แต่ว่าไม่เผ็ดปากมากครับ เน้นกินแล้วร้อนครับ นอกจากนี้ก็มีเกี๊ยวน้ำ แล้วก็เฮียสั่งเป็น set รวมคือมีอย่างละนิดอย่างละหน่อยมาให้ชิมกัน รวมๆแล้วชอบมื้อนี้อีกเช่นเคย (เป็นคนกินง่ายจริงๆ) พอกินเสร็จก็นะ shopping ครับ เดินกันจนห้าทุ่นร้านค้าปิดหมดค่อยกลับ แล้วก็คืนนี้เองที่เสียอารมณ์เพราะตัดใจซื้อเสื้อ jacket ที่ร้าน Converse เป็นเสื้อสไตล์ retro คือแบบตัวเสื้อกะส่วนแขนคนละสี เป็นอะไรที่ชอบมานาน ราคาก็ 400 กว่าหยวน เนื่องจากเงินสดเหลือน้อยเลยจะรูดบัตร แต่มันดันรับเฉพาะบัตรของจีน เลยไม่เอาก็ได้(วะ) เอาตังไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า วันนี้ได้ผ้าพันคอมาผืนนึงชอบครับ
Mr.O
เฉิงตู วันที่สองChengdu - Day2
วันที่ 29 ธันวาคม... ความเดิมจากเมื่อวาน.......
พอย่างกายถึงเมืองเฉิงตู ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มต้นการเดินทางด้วยติ่มซำ แล้วก็ไปดูหมีแพนด้าที่แสนจะน่ารัก ก่อนที่จะเข้าโรงแรมแล้วไปต่อที่เมืองโบราณ แล้วตบท้ายตอนค่ำด้วยอาหารขึ้นเหลา แต่ก่อนจะได้กินก็ทำกล้องตกไปซักทีแก้เซ็ง ปิดท้ายรายการด้วยดูโชว์หน้ากาก (อันนี้ลืมบอกไปว่า รถที่ไปส่งไม่ใช่รถตู้ครับ เพราะเพื่อนเฮียเค้าเอารถ BMW series 5 ไปส่ง ไงหละ hiso) แล้วก็ Starbucks คนละแก้วก่อนจาก มะ...มาเริ่มเช้าวันใหม่กัน วันนี้นัดกัน 8-9-10 เพราะว่าควรจะนอนกันให้เต็มที่นิดนึง เช้านี้อากาศเย็นน้อยกว่าเมื่อวานหรือว่าจะเริ่มชินกันแล้วก็ไม่รู้ ตามตารางวันนี้หลังอาหารเช้าที่โรงแรมก็จะเริ่มด้วยการเดินทางไปล่องเรือดูพระใหญ่เล่อซัน (เหมือนเคยเห็นในหนังเรื่อง ฟงอวิ๋น) การจะไปดูก็ต้องขึ้นเรือไปเพราะองค์พระอยู่บนเกาะครับ แกะสลักอยู่ที่ริมผา องค์มหึมามาก แต่รถหว่างการเดินทางเนื่องจากหิวข้าวกัน (อีกแล้ว) จึงแวะกินข้าวกันก่อนที่ร้านข้างทาง เป็นร้านอาหารแบบ local ครับ เฮียก็ทำหน้าที่สั่งอาหารอีกเช่นเคย คราวนี้มีต้มซุปปลา (คล้ายๆปลาดุกตัวเล็กๆ คงตกมาจากแม่น้ำด้านล่างนี้เองครับ) ผัดหมูสามชั้น(ของโปรด) ผัดผัก เต้าหู้ทรงเครื่อง อร่อยครับมื้อนี้ ราคาเลขสวย 333 หยวน
ถึงแล้วท่าเรือ ทางเข้าทำสวยดีครับชอบ ที่นี่มีแม่น้ำ 3 สายมารวมกันครับ 1 ต้าตู้เหอ 2 ชิงอีเจียง ..แล้วก็ แม่น้ำหมิ่นเจียง (ถ้าผิดโทษพี่หน่อย) จริงๆแล้วจะมี trip ที่ลงไปบนเกาะแล้วก็เดินตามบันไดขึ้นไป แต่เนื่องจากต้องใช้เวลานาน เลยเอาเป็นแค่ดูจากเรือเอาครับ เดี๋ยวนี้เค้าบังคับให้ใช่เสื้อชูชีพ(สีส้มแปร๊ดมาก) เพื่อความปลอดภัย พอดูองค์พระเสร็จแล้วเรือก็จะขับห่างจากเกาะออกมาไกลๆ เพื่อให้ดูภาพเกาะที่ดูละม้ายคล้ายพระนอน (ซึ่งพี่หน่อยก็บอกว่าเดี๋ยวจะมีไปดูพระนอนกัน แต่เอ๊ะทำไม่คราวนี้ไม่มีหละ เรือมาจอดที่ท่าได้ซักพักเจ๊เพิ่งนึกได้ว่า พระนอนก็คือเกาะที่เรียงกันดูคล้ายๆพระนอน ต้องอาศัยจินตนาการเล็กน้อย เกือบอดดู) ถ่ายรูปกันซักพักก็ออกเดินทางกลับสู่เมืองเฉิงตูเพื่อ...shopping ครับพี่น้อง
พระใหญ่เล่อซัน
ที่ถุนซีลู่ ละม้ายคล้ายสถานที่ shopping ใหญ่ๆที่ปักกิ่งและฮ่องกง ถ้าเทียบกับไทยก็สยามเซ็นเตอร์ครับ มีร้านค้ามากมายทั้ง International Brand กับ Local Brand แต่...ส่วนมากไม่รับบัตรเครดิตครับ เงินสดอย่างเดียว ถึงจะรับก็รับแต่บัตรเครดิตจีน เล่นเอาเซ็งเล็กน้อยในวันสุดท้าย (เด๋วค่อยเล่า) อากาศก็เย็นดีอีกเช่นเคย คราวนี้ออกตามหาซื้อถุงมือครับ เนื่องจากมือเย็นเฉียบทั้งวันต้องหาอะไรมาให้ความอบอุ่นซะหน่อย มีแวะกิน Haagen dazs กัน (หนาวๆอย่างนี้หละครับกินไอติม) แอนได้ผ้าพันคอมา 1 ผืนสวยเชียวครับ ดูดีมีตระกูลแต่แค่ 25 หยวน วันนี้เดินกันได้ตามสบายไม่ต้องห่วงเรื่องหาอะไรกินเพราะเพื่อนของเฮีย (อีกแล้ว) ชื่อว่าเฮียจั่นเจา (ของจริง) บอกว่าจะเลี้ยงข้าวเย็น ฮิ้วๆ กินฟรีอีกแล้วพี่น้อง
ถุนซีลู่
วันนี้กินอะไรหนะหรอ โฮ่ๆๆๆ hiso อีกแล้วครับ มื้อนี้กินที่ร้านชินซ่านใจ ครับ เป็นซุปไก่ดำ คือว่าคล้ายๆสุกี้บ้านเรา แต่ว่าน้ำซุปเนี่ยเค้าใส่ไก่ดำทั้งตัวลงไปแล้วเอามาเสริฟ ส่วนกับอย่างอื่นก็สั่งได้ครับ พวกผักต่างๆ เยื่อไผ่ เนื้อวัว เนื้อหมู เครื่องในไก่ สารพัด เอาเป็นว่าอิ่มและอร่อยมากๆครับมื้อนี้ ต้องขอขอบคุณท่านเจ้าภาพเฮียจั่นเจาอีกครั้งครับ หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็เดินไปที่บริเวณที่ดูโชว์หน้ากากอีกครั้ง เพราะระหว่างทางเข้าก็มีร้านค้ามากมายขายของกินซะส่วนใหญ่ เจอไอติม TCBY ด้วยครับ ก็กินคนละถ้วยหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานาน พอดีมองเห็นหมากรุกจีนชุดนึงครับ ตัวหมากก็เป็นตัวทหารในเรื่องสามก๊กสวยดีชอบ แต่ไม่ซื้อครับขี้เกียจขน เดินกันซักพักใหญ่ก็ไปที่เดินไปร้านขายชา กัน คราวนี้ซื้อชาเจียวกู่หลาน หรือ ภาษาไทยเรียกว่า ชาปัญจขันธ์ (แปลกันเอาเองนะ)ที่พารากอนขาย 50 กรัม 75 บาท (กิโลละ 1,500 บาท แพงโคตร) กลับมาด้วย เป็นชาที่ลดคลอเลสเตอรัลได้ซะด้วย น่าสนใจ ก่อนที่จะกลับโรงแรมกันก็ราวๆเที่ยงคืน ... good night ครับ
สุกี้ซุปไก่ดำ
Shopping เล็กน้อย
ร้านชา
Mr.O
เฉิงตู วันแรกJanuary 2, 2008 - 08:50 am
บรื๊ออออ....อากาศวันนี้เย็นจังเลย อ่านจาก Thermometer ในรถได้ที่ 23 C ว้าว!!! ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ที่ใต้ตึก 50 ปีที่จุฬา เนื่องจากวันนี้ไม่ได้ไปทำงานเพราะยังเป็นวันลาอยู่เลยมีเวลามานั่งเตรียมตัวอ่าน Stat ที่จะสอบวันอาทิตย์นี้แล้ว เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากเมืองเฉินตู (จีน) ก็เลยต้องใช้เวลาในการเขียน blog กับ upload รูปซะก่อนแล้วค่อยเริ่มอ่าน Stat เหะๆ
มาเริ่มกันที่วันแรกของการเดินทางดีกว่า...คืนวันที่ 27 ธันวาคม....
เนื่องจากเครื่องออกเวลาประหลาดคือตอนตีสามของวันที่ 28 เลยนัดกับพี่หน่อยกะเฮียตงที่สนามบินตอนเที่ยงคืนครึ่ง คราวนี้เตรียมกระเป๋าไป 3 ใบ load เข้าเครื่องใบใหญ่ 1 ใบสีส้มแป๊ดดดด ที่เพิ่งถอยมาสดๆร้อนๆ กับใบเล็กอีก 2 ใบถือขึ้นเครื่องเอา เฮียตงนี่ช่างสมเป็นไกด์มีหนึ่งของโลกจริงๆ trick เยอะมากช่วยย่นเวลาในการเข้าคิวออกตั๋วไปได้มากโข เทียบกับพวกไกด์อ่อนๆนี่ห่างกันหลายขุม ทุกคนที่เมืองจีนจะรู้จักเฮียเค้าในชื่อ 'หลินต้าเกอ' หรือว่า 'ต้าเกอ' ก็น่าจะแปลว่า 'พี่ใหญ่(แซ่)ลิ้ม' หรือว่า 'พี่ใหญ่' เฉยๆก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นไกด์ของไทย หรือว่าไกด์ท้องถิ่นรู้จักเฮียแกทุกคน แถมเคารพแกมากซะด้วย นี่ก็เลยเป็นข้อได้เปรียบของพวกเราทั้ง 3 คนในการเดินทางทริปนี้ อ้อ! เกือบลืม วันนี้น้องสาว (มายด์) ไปส่งด้วยเหะๆ แต่จริงๆป่าวหรอกพอดีมายด์ต้องไปรับแม่ที่สนามบินเลยได้เจอกัน
คราวนี้อาศัยเครื่องของ China Airlines ครับ CA400 (ก็เครื่องไทยมันแพงอะ) จ่ายค่าตั๋ว 2 คนไปเป็นเงิน 29,000 บาท อ้อ! ต้องบอกก่อนนะครับว่าคราวนี้ไม่ได้ไปแบบกรุ๊ปทัวร์ แต่ไปแบบว่าไปกันเองหนะ มีค่าตั๋วเครื่องบิน (14,500 บาท) ค่าโรงแรม (220 หยวนต่อคืน x3) ค่ารถตู้ (2,000 หยวน ก็คนละ 1,300 หยวน) ค่าอาหารกับค่าบัตรผ่านประตู (คนละประมาณ 600 หยวน) พวกนี้เฉลี่ยออกเท่าๆกัน คือรวมๆแล้วค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าไปกับกรุ๊ปทัวร์ เพราะอย่างน้อยค่าบัตรผ่านประตูที่ต่างๆก็ต้องจ่ายราคาเต็ม แต่ว่าเรื่องความสะดวกนั้น แบบนี้สะดวกสบาย ปรับเปลี่ยนตารางการเที่ยวได้แล้วแต่ใจปรารถนากันเลยทีเดียว ไม่อยากจะบอกว่าทริปนี้เนี่ยเหมือนกับทริปกินดีอยู่ดียังไงก็ไม่รู้ ไว้แล้วจะค่อยๆเล่าให้ฟัง
พอขึ้นเครื่องก็ได้นั่งที่นั่งที่แสนจะดีคือ 3E แถว Exit Row นั่นเอง (พี่สันต์บอกว่าเรียกว่า Long Leg ก็ได้) ได้นั่งตรงกลางซะด้วย (คราวนี้ Immigration ไทยไม่งี่เง่าเหมือนคราวก่อน คงเพราะนังตาโปนไม่อยู่มั้ง) แอนนั่ง Window seat ส่วนที่นั่ง Aisle seat มีหนังสือพิมพ์วางอยู่เต็มก็คิดว่าไม่มีคนนั่ง แต่ว่าก่อนเครื่องจะออกก็มี air crew ผู้ชายมานั่ง ไม่รู้ว่ามันเป็นใคร steward ก็ไม่ใช่ (ปองบอกว่าเป็น Airline Staff มีหน้าที่คอยช่วยพวกแอร์ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน) มาถึงมันก็สั่นขายิกๆอ่านหนังสือ พอบินไปได้ซักพักมันก็หลับ เอาละแมร่งเสือกกรน ใส่ ipod แล้วเสียงกรนก็ยังอุตส่าห์แทรกผ่านมาได้อีก ไอ้เราก็รำคาญทำฟอร์มเป็นขยับตัวเพื่อให้มันตื่นจะได้เลิกกรน แมร่งก็เสือกไม่ตื่น คราวนี้เลยเอาตีนเตะที่รองเท้ามันแรงๆมันก็หยุดกรนไปแป๊ปนึง เอาอีกละ เลยเอาศอกกระแทกแขนมันที่มาวางตรงที่วางแขน มันก็หยุดแป๊ปนึงก็กรนต่อ แต่คราวนี้เนื่องจากนอนมาได้ซักพัก นอกจากเสียงแล้วยังมีกลิ่นมาอีกด้วย (ปากเหม็นฉิบหาย Bad Breath)
วันที่ 28 ธันวาคม ....
เฮ้อ...ถึงซะที ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงครับ อากาศที่เฉินตูเนี่ยหนาวใช้ได้เลย วันที่มาก็อยู่ที่ประมาณ 3-4 องศา พูดทีควันออกปากเลย ไม่นึกว่าจะหนาวขนาดนี้เลยใส่เสื้อแค่สองชั้น สั่นเลยครับ พอขึ้นรถตู้แล้วค่อยยังชั่ว พอออกจากสนามบินก็ตรงไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะเพิ่งจะเจ็ดโมงเช้า มื้อแรกของทริปนี้คือติ่มซำครับ บริการที่นี่จะเป็นแบบ self-service คืออยากได้อะไรก็เดินไปหยิบเอา เค้ามีนึ่งไว้เรียบร้อย กินกันประมาณสิบเข่งได้ครับ ราคานั้นไม่ได้จดไว้แต่ไม่น่าจะแพง กินไปซักพักก็มีกรุ๊ปทัวร์คนไทยประมาณ 20 กว่าคนตามมา คือว่าเฮียตงเนี่ยจะพยายามจัดเวลาให้หนีพวกกรุ๊ปทัวร์เพราะว่าคนจะเยอะน่ารำคาญ แล้วพวกผมบางทีก็จะมาก่อนพวกนี้ หรือไม่ก็รอให้พวกนี้ไปก่อน จะได้ไม่ต้องเจอกัน ซึ่งโดยรวมแล้วเยี่ยมมากครับ
ใส่อยู่ 4 ชั้นยังหนาว ติ่มซำครับ จะกินอะไรหยิบได้เลย
หลังจากกินอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็ตรงดิ่งไปดูหมีแพนด้ากัน เย้วๆจะได้เห็นหมีแพนด้าแบบใกล้ๆแล้วก็เยอะๆซะที เพราะที่เชียงใหม่เนี่ยเหมือนเอาหุ่นมาตั้งเลย หลับตลอด...นั่งรถไปประมาณครึ่งชั่วโมงจากที่กินข้าวก็ถึงครับ ซื้อบัตรเรียบร้อยก็เข้าไปต่อรถกอล์ฟ เพราะว่าถ้าเดินไปรับรองขาลากแถมแข็งตายอีก ไปถึงก็ไม่ผิดหวังครับหมีแพนด้าเพียบเลยประมาณ 6-7 ตัว กำลังเดินไปเดินมา กินไผ่มั่ง หลับบนต้นไม้มั่ง เล่นกันมั่ง น่ารักมากกกกกกกกกกก ถ่ายรูปกันแบบไม่ต้องกลัวเปลือง แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผมชอบใช้เลนส์ซูม 78-300 ครับ เนื่องจากอากาศหนาวมากมือไม้เย็นไปหมด สั่นดิ๊กๆ ภาพซูมใกล้ๆส่วนมากเลยเบลอครับ (เซ็ง) หลังจากดูตัวใหญ่แล้วก็เดินไปดูเจ้าตัวเล็กกัน พวกนี้จะถูกเลี้ยงในห้องเลี้ยงครับ ห้ามถ่ายรูป น่ารักกว่าตัวใหญ่อีก ตัวป้อมๆขนฟูๆ ตาบ้องแบ๊วมาก เห็นแล้วมีความสุข ที่นี่เค้ามีบริการให้ถ่ายรูปกับหมีแพนด้าด้วยครับ แต่ต้องบริจาค 1,000 หยวน (ราวๆ 5 พันบาท) เลยไม่เอาดีกว่าเที่ยวนี้พกเงินสดไปน้อย ต่อด้วยหมีแพนด้าแดง เจ้าตัวนี้กวนประสาทมาก เดินไปเดินมาพอ focus ได้กำลังจะกดชัตเตอร์ เหมือนมันจะรู้เลยรีบเดินหันหลังให้กล้อง ถ่ายตูดหมีมาซะหลายรูปเลยคราวนี้
ดูหมีแพนด้าเสร็จก็เข้าโรงแรมไปเก็บของครับก่อนที่จะมากินอาหารกลางวันกัน ร้าน hiso มาก จานชามช้อนตะเกียบหรูซะ (ดูรูปเอานะ) เฮียตงสั่งอาหารมาประมาณ 5 อย่าง อร่อยดี นึกว่าจะแพงแต่แค่ 400 กว่าหยวนเอง หลังจากกินข้าวก็ไปที่เมืองโบราณ (Ancient Town) ที่นี่พวกทัวร์ไม่ค่อยมากันครับ ข้างในก็เป็นเมืองเก่าถ่ายรูปออกมาสวยดีครับ...เนื่องจากนอนน้อย (เพราะไอ้บ้าข้างๆมันกรนตลอดทาง) พอขึ้นรถก็หลับทันที แต่ก่อนหลับยังเป็นห่วงกล้องเพราะว่ามันเย็นมากเลยเอาไปซุกไว้ในเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่ก่อนหลับ......
ภัตราคาร Tanfu Cuisine
เมืองโบราณ (Huanglongxi Ancient Town) ถึงแล้วที่ภัตราคารสำหรับอาหารเย็น ได้ยินมาว่ามื้อนี้เพื่อนเฮียตงเป็นคนเจ้ามือครับ (ประหยัดไป 1 มื้อ) พอลงจากรถก็ยังไม่ค่อยตื่นเท่าไหร่เลยเบลอๆลืมนู่นลืมนี่ ลืมไปว่าเอากล้องไว้ในเสื้อ พอลุกยืนปั๊ปกล้องก็ไหลออกมา หล่นดังตุ๊บบนพื้นคอนกรีต จ๊ากกกกกก แม่เจ้า!! อย่าตายนะเจ้ากล้องน้องรักยังผ่อนไม่หมดเลย รีบหยิบขึ้นมา check อาการเป็นการด่วน เนื่องจากมืดก็เลยไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่กล้องก็ทำงานปกติดี แต่พอเข้าลิฟท์พี่หน่อยก็เห็นว่าตรง flash มันบุบแถมถลอกอีก เลยลอง check กด flash ให้มันเปิดขึ้นดู ปรากฎว่ากดยังไง flash มันก็ไม่เปิด สรุปว่า flash ตายครับ ต้องเอาเข้าศูนย์จนได้ มีมณทินแล้วกล้องกรู เฮ้อ....
ช่างมัน let bygones be bygones ... กินดีกว่า อาหารก็เลิศหรูตามเคย เอาหัวเป็นประกันเลยว่าถ้ามากับทัวร์อย่าหวังจะได้ดมแม้แต่กลิ่น (ปกติกรุ๊ปทัวร์ก็จะมี ผัดผัก ต้มจืดดดดดด ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดหมูมันๆ แล้วก็ปลา) มื้อนี้หมดแล้วสั่งเพิ่มได้ตามสบาย ขึ้นอยู่กับความเกรงใจ ที่เด็ดสุดคือน่องห่านย่าง ได้ใจมากครับ ปลาก็อร่อย หมูก็อร่อย อร่อยไปหมด แอบได้ยินมาแว่วๆว่าคืนสุดท้ายจะเลี้ยงอีก 5555 เสร็จตู พอกินเสร็จก็ไปดูโชว์หน้ากากกัน ตอนแรกนึกว่าจะไม่ดูเพราะเคยดูแล้ว แต่พี่หน่อยบอกว่าที่นี่เจ๋งสุด แถมได้ตั๋วราคากรุ๊ปทัวร์อีก (เส้นเพื่อนเฮียตง แต่สุดท้ายไม่ต้องจ่ายตังครับ งานนี้ฟรี!) ก็เลยดูก็ได้ เข้าไปก็ได้ที่นั่งตรงกลางด้านหน้าเวทีอีก เรียกว่าที่ hiso (เส้นเพื่อนเฮียตงอีกเช่นเคย เห็นมะ มากะเฮียนี่ไม่มีผิดหวัง) หนาวมากครับเพราะเป็นที่นั่งกลางแจ้ง ขนาดมีเตาถ่านร้อนๆมาตั้งไว้ใกล้ๆก็ไม่ได้เพิ่มความอุ่นเลย ชาร้อนๆควันฉุยที่มีให้ แป๊ปเดียวก็กลายเป็นชาเย็น บรื๊ออออ..... ดูเสร็จแล้วก็ออกมากิน Starbucks แก้หนาว ในร้านแต่งแบบได้ใจมาก จีนจ๋ามากเลย นอกจากกาแฟแล้วก็ซื้อ Diary มาเล่มนึงด้วย ...จบวันแรกจ้า
Mr.O
February 21 ไปภูเก็ตมาครับบบ - (วันที่สี่) CFCวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550
วันนี้แล้วสินะที่จะอยู่ที่เมืองภูเก็ตเป็นวันสุดท้าย
แอน กับ โอวางโปรแกรมกันไว้ว่า อยากจะไปกินอาหารเช้าที่แถวโรงแรม ก็อุตส่าห์ไปเดินสำรวจกันคืนก่อนว่าร้านที่จะไปกินหน่ะเดินไปยังงัย เดินไปทางแยกไหนเพราะว่า เรา 2 คนกลัวจะหลง แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ได้ไปเพราะว่าตื่นสายอ่ะ เลยกินอาหารเช้าที่โรงแรมตามระเบียบ ร้านที่จะไปเป็นติ่มซำ ชื่อว่า “โชคชัย” เป็นตึกแถว 2 ห้อง เห็นเค้าบอกว่าร้านนี้คนกินเยอะเหมือนกัน ถ้าคราวหน้าได้มีโอกาสไปก็คงจะลองไปชิมดู หลังจากที่หม่ำอาหารเช้าเสร็จก็ไปเที่ยวกัน โดยมีน้าแอม เป็นไกด์จำเป็นที่พาเรา 2 คน เที่ยวชมเมืองภูเก็ต ตั้งแต่ขึ้นรถพี่เค้า (Lexus ครับพี่น้อง) ก็ถามเรา 2 คนเลยว่าอยากจะไปที่ไหนก่อน พี่เค้าแนะนำว่าอยากจะไปวัดมั้ย โอก็อยากไปอยู่เหมือนกัน พี่เค้าก็เลยเลี้ยวรถทันที ชื่อวัดฉลอง (หลวงพ่อแช่ม) พอดีว่าวันนี้เค้ามีการประมูลที่ขายของสำหรับงานวัดที่กำลังจะมาถึง คนท้องถิ่นก็เลยค่อนข้างเยอะ พอลงมาก็เตรียมจะถ่ายรูปแต่ด้วยความรีบเลยหยิมมาแต่กล้อง แต่ลืมเอาแบตที่ชาร์ตเมื่อคืนใส่มาด้วย เลยต้องถ่ายจากกล้องที่โทรศัพท์แทน (เวรกรรม) ที่วัดมีกุฎิเจ้าอาวาสจำลองด้วย ทำขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ ข้างในมีหุ่นขึ้ผึ้งของพระหลายรูปเหมือนกัน พอออกจากกุฎิก็ขึ้นไปเดินต่อที่...เรียกว่าอะไรดีน๊า เอาเป็นว่าอาคารทรงเจดีย์ละกัน เพราะชั้นล่างจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์แต่ไม่ใช่โบสถ์ พอเดินขึ้นไปเรื่อยๆก็จะเจอดาดฟ้ามีห้องกระจกสำหรับโชว์พระบรมสารีริกธาตุด้วย พอเดินกันครบทุกที่ก็แวะซื้อ postcard ที่วัดนี่เอง เพราะมีร้านขายของมี่ระลึก(เหมือนเมืองจีน หรือที่เที่ยวทุกที่) การ์ดใบละ 10 บาทซื้อมาคนละใบ จะเขียนแล้วก็ส่งไปที่บ้าน
จากที่วัดน้าแอมก็พาไปดูพิพิธภัณฑ์หอย (เปลือกหอย) เป็นที่ที่โอชอบมากเราก็ใช้เวลาที่นี่พอสมควร น้าแอมก็คอยเดินอธิบายเสริมความรู้ให้หลายๆอย่าง ดูแล้วน้าแอมชอบเรื่องธรรมชาติมากๆ แต่ท่าทางจะไม่ค่อยสนับสนุนการเก็บเปลือกหอยซักเท่าไหร่ แล้วน้าแอมก็เล่าเรื่องปูเสฉวนอาศัยในกระป๋องโค้ก เพราะว่าคนเก็บเปลือกหอยไปหมดเลยไม่มีบ้านให้อยู่ ต้องไปหากระป๋อง หรือว่าเศษขวดที่จมลงไปใช้เป็นบ้านแทน ส่วนผมก็หลงใหลในพวก Fossil ทั้งหลาย เวลาดูแล้วรู้สึกว่าไอ้ก้อนบ้าๆที่ผมดูอยู่เนี่ยมันว่ายอยู่ในน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน มันจะรู้ตัวกันมั๊ยเนี่ยว่าหลายล้านปีให้หลังจะมีคนมาดูมันแข็งเป๊กเป็นหินเนี่ย อีกอย่างที่ผมมองหาคือ เปลือกหอยปีกนางฟ้า (เห็นครั้งแรกในหนังเรื่องนึงที่ Michael Maconahay เล่น) แล้วก็เจอจนได้แต่เค้าวางไม่สวยอะ ถ้าวางดีๆต้องคว่ำเปลือกลงแล้วจัดให้เป็นรูปเหมือนปีกนก
หลังจากที่นี่แอนก็เริ่มหิวละแต่ว่ายังไม่ได้บอกใครนะ (แต่ทุกคนรู้) น้าแอมขับรถเรียบไปตามชายหาดมุ่งหน้าไปหาดป่าตอง แล้วก็พาไปแวะต่อที่สถานที่ที่นักท่องเที่ยวรวมถึงคนที่นี่เค้าไปดูพระอาทิตย์ตกกัน ที่ “แหลมพรหมเทพ” คุ้นๆมั๊ยครับ ก็เวลาฟังข่าวตอนเช้าๆ ทางสถานีก็จะบอกว่า "วันนี้พระอาทิตย์ตกเวลา 18.10 น. ที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต" ไง อ๋อกันหรือยัง แบบว่าถ้ามาตอนเย็นก็คงจะดีเนอะ เพราะว่าตอนนี้อากาศแบบว่าร้อนมาก
หลังจากแวะดูพระอาทิตย์กลางกะบานที่แหลมพรหมเทพในที่สุดเราก็ได้ไปเที่ยวที่ Merlin Beach Resort & Spa ที่สุดอลังการณ์ ไม่ใช่ของใครอื่นครับ
ของพี่อรนั่นเอง(อีกแล้ว) เป็นที่ที่แอนอยากจะไปพักมาก ๆ เลย พี่อรพาเดินชมบริเวณโดยรอบและตบท้ายด้วยทานขนมเค้ก (อร่อยมาก) และก็ดื่มกาแฟกัน รสชาติสุดยอด แต่ที่เจ๋งกว่าก็คือ กินฟรีครับ (ก๊ากๆ) แล้วก็ให้ขนมที่ซื้อจากเซ็นทรัลชิดลมกับพี่อรเป็นของฝาก เรื่องของฝากเนี่ยแอนเป็นคนเลือก ซึ่งตามสไตล์แอนเนี่ยมักจะซื้อของที่ตัวเองชอบฝากคนอื่นในกรณีที่ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร อย่าง case นี้เป็นต้น หวังว่าพี่อรคงชอบนะครับ
นั่งคุยเล่นกันซักพักให้หายเหนื่อยและก็ไปที่ที่สุดท้ายของวันนี้คือแวะกินอาหารทะเลแสนอร่อยที่กระชังบังอิดซีฟู้ด เป็นสถานที่ที่แอนชอบอีกที่นึง เพราะว่าบรรยากาศ แบบว่า นั่งเรือหางยาวไปกินข้าวที่กลางแพ อาหารแบบว่า “โอ่ โอ ปักษ์ใต้ บ้านเรา...” อยากจะเม้าท์ว่า ปกติแอนเป็นคนกินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง แต่ว่าตอนที่สั่งอาหารพอพี่อรพูดขึ้นมาว่า “จะทานอะไรคะ ต้มยำ หรือว่า แกงส้ม” แอนก็รีบบอกเลยว่า “แอนชอบแกงส้มมากเลยค่ะ” แล้วก็สั่งกุ้งผัดมะขาม ผัดผักรวมมิตร อีกอย่างก็ ปลานึ่งมะนาว ระหว่างรอก็ไปเดินดูปลาที่บัง (คือคนที่ขายอาหาร เรียกตามพี่อรค่ะ) เค้าเลี้ยงไว้ มีปลาฉลามเสือด้วย เห็นใกล้ดี และก็กุ้งมังกร ตัวหย่ายยยยยยยยดี เคยเห็นแต่ในจาน แต่ว่าวันนี้เห็นของจริงเลยค่ะ มีปลาช่อนยักษ์ แบบว่าบิ๊กบึ้ม ปลาไหลเมอร์เล่ย์ ปลาสิงโต ปลาโลมา ปลาวาฬ (สองอันหลังไม่มีครับ เหะๆ
ก่อนจะไปต่อต้องขอขอบคุณพี่อรอย่างแรง ที่เป็น city tour guide จำเป็น แถมเลี้ยงข้าวอีกต่างหาก ช่างเป็นพี่สาวที่แสนจะใจดีจริงๆ ไว้คราวหน้าไปรบกวนอีกนะค๊าบ
กว่าจะได้ขึ้น Taxi ก็ปาไปราวๆ บ่าย 3 ครึ่ง (Flight ออก 6 โมง) ระหว่างทางก็แวะซื้อของฝากที่ร้านคุณแม่จู้ ที่ภูเก็ตเนี่ยเค้าขึ้นชื่อเรื่องมะม่วงหิมพาน กะขนมเต้าส้อ ซื้อหลายอย่างรวมๆกัน pack ไปใน 1 กล่องใหญ่พันกว่าบาท แล้วก็รีบตรงดิ่งไปสนามบิน ซึ่งคนขับบอกว่าไม่ต้องรีบเวลาเหลือเฟือ (ตอนนี้ 4 ครึ่งแล้ว) อีกสิบนาทีก็ถึงสนามบินปรากฎว่าแถวยาวออกมาถึงด้านหน้า เพราะที่ภูเก็ตเนี่เครื่องตรวจกระเป๋าตั้งอยู่ติดกับประตูทางเข้า คนก็เลยต้องต่อแถวออกมาข้างนอกเพื่อรอตรวจกระเป๋าก่อนเข้าไป check in อย่างที่บอกพอถึงเวลาที่รีบกันแล้วเนี่ย ไม่ว่าพี่ไทย พี่แขก พี่ฝรั่ง เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น พวกหน้าด้านหน่อยพอมาถึงก็มาแทรกข้างหน้า ปล่อยให้พวกตรงฉินยืนรอไป (เลวจริงๆ) กว่าจะผ่านด่านเครื่องตรวจกระเป๋า (ไม่ใช่ CTX) มาได้ก็ห้าโมงกว่า ต้องมาเข้าแถวรอ check in อีก แถวก็ยาวโคตร คนก็เยอะ แต่ booth เปิดไม่ครบ บาง booth ไม่มีพนักงาน คนก็รีบกันจะตาย มันเหมือนกับเค้าทำอะไรกันช้าเหลือเกิน chillๆ คนรอคิวก็บ่นกันขรม พอ check in ได้ก็รีบเดินไปรอที่ Gate ปรากฎว่าเครื่อง Delay ครับ เป็นตอน 1 ทุ่ม ไม่มีการประกาศที่ด้านนอกตรงที่คนรอ Check in มาเจอก็ที่ปากทางเข้า Gate มีป้ายเขียนไว้ที่ Counter (ห่วยมาก) ผมก็เลยอดดูฟุตบอลคู่ ไทย กะ สิงคโปร์ เลย :"(
กลับมาถึงบ้านก็ประมาณสามทุ่ม แม่มาเปิดประตูให้ พอเจอหน้าแม่ก็บอกว่าแอนทำไมดำอย่างนี้หละ ไปตากแดดมาหรอ แล้วพอแอนถามว่าแล้วโอหละแม่ แม่ก็มองมาแล้วบอกว่าดำฉิบหาย (จ๊าก)
แอน & โอ
|
There are no categories in use.
|
||||
|
|